โฆษณา

คำนวณ DCA ลงทุนรายเดือน ผลตอบแทนสะสม

กราฟผลลัพธ์

เลื่อนเมาส์หรือแตะเพื่อดูรายละเอียด

คำนวณมูลค่าพอร์ตรวมจาก DCA

ใส่เงินลงทุนรายเดือน อัตราผลตอบแทนคาดการณ์ และระยะเวลา แล้วดูมูลค่าสะสม

มูลค่ารวมที่ได้ :
0
เงินลงทุนรวม :
0
ผลตอบแทนรวม :
0
อัตราผลตอบแทนรวม (%) :
0

ตารางมูลค่าสะสมรายปี

DCA (Dollar Cost Averaging) คืออะไร

DCA หรือ Dollar Cost Averaging คือกลยุทธ์การลงทุนแบบเฉลี่ยต้นทุนด้วยการแบ่งเงินออกเป็นงวดเท่า ๆ กันแล้วลงทุนทุกเดือน ไม่ว่าตลาดจะขึ้นหรือลง พอราคาต่ำก็ซื้อได้หน่วยมาก พอราคาสูงก็ซื้อได้หน่วยน้อย ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยจึงอยู่กลาง ๆ ไม่ต้องเดาว่าจังหวะไหนเหมาะสุด

เครื่องมือ คำนวณ DCA ของ Savcurv ช่วยให้เห็นภาพรวมว่า ถ้าลงทุนรายเดือนเดือนละเท่าไหร่ ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละกี่เปอร์เซ็นต์ ใช้เวลากี่ปี เงินก้อนสุดท้ายจะกลายเป็นเท่าไหร่ พร้อมเปรียบเทียบกับการลงทุนก้อนเดียว (Lump Sum) ให้เห็นชัด ๆ ในหน้าเดียว

ทำไมคนไทยส่วนใหญ่เหมาะกับ DCA

คนไทยที่มีรายได้ประจำเดือนละหลักหมื่นจนถึงหลักแสนส่วนใหญ่จะเหมาะกับ DCA มากกว่าลงทุนก้อนใหญ่ทีเดียว เพราะเงินก้อนใหญ่ในบัญชีออมทรัพย์ให้ดอกเบี้ยแค่ร้อยละไม่กี่สิบต่อปี แต่ถ้าแบ่งออกมาเดือนละ 5,000–10,000 บาทเข้ากองทุนรวมหรือหุ้น SET ที่มีผลตอบแทนเฉลี่ย 6–10% ต่อปี ผลต่างระยะยาวต่างกันหลักแสนจนถึงหลักล้าน

  • ไม่ต้องเดาจังหวะ: ตลาดหุ้นไทย SET Index ผันผวนขึ้นลงระหว่างปีได้ตั้งแต่ลบ 20% ถึงบวก 25% การซื้อทุกเดือนช่วยให้ไม่ต้องลุ้นว่าตอนนี้ราคาสูงหรือต่ำ
  • เริ่มได้ด้วยเงินน้อย: กองทุนรวมเปิดให้ซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาท ผ่านแอปของ บลจ. ได้ หรือซื้อหุ้นเป็น Lot ผ่านโบรกเกอร์เริ่มที่ประมาณ 500–1,000 บาทต่อครั้ง
  • ลดความเสี่ยงทางจิตวิทยา: คนที่ลงทุนก้อนเดียว เจอตลาดลบ 30% ในเดือนแรก มักจะ panic ขายขาดทุน แต่ถ้าเป็น DCA เราจะคิกว่า "เดือนนี้ซื้อถูก" แทน
  • เหมาะกับคนไม่มีเวลา: ตั้ง auto-invest กองทุนรายเดือนได้ หรือตั้ง standing order ซื้อหุ้นทุกสิ้นเดือน ไม่ต้องนั่งจับผิดจับถูกทุกวัน

คนที่ไม่ค่อยเหมาะกับ DCA คือคนที่มีเงินก้อนใหญ่พร้อมลงทุนวันนี้และมีกรอบเวลาลงทุน 10 ปีขึ้นไป งานวิจัย Vanguard ปี 2012 พบว่าตลาดหุ้นโดยเฉลี่ยขึ้น 2 ใน 3 ของเวลา การใส่เงินก้อนเดียวให้เงินอยู่ในตลาดนานกว่ามักได้ผลตอบแทนสูงกว่า DCA 2–3% ต่อปี แต่นั่นเป็นค่าเฉลี่ย รายบุคคลขึ้นกับความเสี่ยงที่รับได้

เครื่องมือนี้คำนวณอะไรได้บ้าง

เครื่องมือ คำนวณ DCA ของ Savcurv มี 4 โหมดให้เลือกตามคำถามที่ต้องการคำตอบ เปลี่ยนโหมดได้ตลอด ไม่ต้องกรอกข้อมูลใหม่ทั้งหมด

โหมดคำถามสิ่งที่ต้องกรอกสิ่งที่ได้คำตอบ
หามูลค่ารวม DCAลงทุนรายเดือนแบบนี้จะกลายเป็นเงินเท่าไหร่เงินเติม/เดือน + เงินเริ่มต้น + ปี + อัตรามูลค่าพอร์ต + กำไรสะสม
หาเงินเติมรายเดือนต้องเติมเดือนละกี่บาทถึงจะถึงเป้าเป้าหมาย + เงินเริ่มต้น + ปี + อัตราจำนวนเงินที่ต้องเติมต่อเดือน
หาอัตราผลตอบแทนต้องได้ผลตอบแทนกี่ % ถึงจะถึงเป้าเป้าหมาย + เงินเติม/เดือน + เงินเริ่มต้น + ปีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี
เปรียบเทียบ DCA vs Lump Sumถ้าใส่ก้อนเดียววันนี้ vs แบ่งใส่ทุกเดือน ใครได้มากกว่าเงินก้อน + อัตรา + ปีค่า DCA + ค่า Lump Sum สองบรรทัด

เปรียบเทียบ DCA กับการลงทุนทีเดียว (Lump Sum)

โหมดที่ 4 เป็นจุดเด่นของเครื่องมือนี้ เพราะช่วยตอบคำถามคลาสสิกที่นักลงทุนมือใหม่ถามบ่อย สมมติมีเงิน 600,000 บาท จะกองรวบเป็นก้อนเดียวแล้วซื้อวันนี้ หรือจะแบ่งเดือนละ 10,000 บาทเป็นเวลา 5 ปี ผลลัพธ์ต่างกันแค่ไหนระบบจะคำนวณให้เห็นทั้งสองทาง

วิธีใช้งานทีละขั้น

  1. เลือกโหมดจากแถบด้านบน เช่น หามูลค่ารวม DCA หาเงินเติมรายเดือน หาอัตราผลตอบแทน หรือเปรียบเทียบ DCA vs Lump Sum
  2. กรอก เงินลงทุนรายเดือน (บาท) ถ้าโหมดนั้นต้องใช้ เริ่มต้นจาก 5000 บาทถ้ายังไม่แน่ใจ
  3. กรอก เงินลงทุนเริ่มต้น (บาท) ถ้ามีเงินก้อนแรกอยู่แล้ว ใส่ลงไป หรือใส่ 0 ถ้าเริ่มจากศูนย์
  4. กรอก ระยะเวลา (ปี) เช่น 5 ปี 10 ปี 20 ปี หรือ 30 ปีตามแผนส่วนตัว
  5. กรอก อัตราผลตอบแทนต่อปี (%) ถ้าเป็นกองทุนรวม SET ใช้ 6–8% ต่อปี ถ้าเป็นหุ้นเดี่ยวใช้ 10–12% ต่อปี ถ้าเป็นพันธบัตรหรือกองทุนตลาดเงินใช้ 2–4% ต่อปี
  6. กดปุ่ม คำนวณ ระบบจะแสดงมูลค่าพอร์ต เงินลงทุนรวม ผลตอบแทนรวม และกราฟการเติบโต

ถ้าอยากลองหลายสถานการณ์ เปลี่ยนค่าตัวเลขแค่ช่องเดียวแล้วกดคำนวณใหม่ได้เลย เช่น ลองเปลี่ยน 7% เป็น 10% เพื่อเปรียบเทียบว่าถ้าได้ผลตอบแทนสูงกว่าจะต่างกันแค่ไหน

ตัวอย่างการคำนวณจริง

โหมดหามูลค่ารวม DCA: สมมติเริ่มต้นจากศูนย์ เติมเดือนละ 5,000 บาท ทำต่อเนื่อง 10 ปี (120 เดือน) คาดว่าได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 8% ต่อปี ระบบคำนวณได้ดังนี้

  • เงินลงทุนรวม = 5,000 × 120 = 600,000 บาท
  • มูลค่าพอร์ตเมื่อครบ 10 ปี ≈ 916,000 บาท
  • ผลตอบแทนสะสม ≈ 316,000 บาท คิดเป็น 52.7% ของเงินต้น
  • อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น (CAGR) ≈ 7.7%

ตัวเลขนี้ใกล้เคียงกับการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นไทยที่มีประวัติผลตอบแทน 10 ปีย้อนหลังของ SET 50 หรือกองทุนดัชนี

โหมดหาเงินเติมรายเดือน: ตั้งเป้า 3 ล้านบาทใน 20 ปี เริ่มมีเงินก้อนแรก 100,000 บาท คาดว่าได้ผลตอบแทน 7% ต่อปี ระบบจะบอกว่า ต้องเติมเดือนละประมาณ 4,800 บาท ถึงจะถึงเป้า

โหมดหาอัตราผลตอบแทน: มีเงินต้น 100,000 บาท เติมเดือนละ 3,000 บาท เป้า 2 ล้านใน 25 ปี ระบบจะหาว่าต้องได้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 9.4% ต่อปี ซึ่งเป็นไปได้ในระยะยาวสำหรับพอร์ตที่มีหุ้นเป็นสัดส่วนหลัก

โหมดเปรียบเทียบ DCA vs Lump Sum: มีเงิน 600,000 บาท อัตรา 7% ต่อปี เวลา 5 ปี ถ้าใส่ก้อนเดียววันนี้จะได้ประมาณ 840,800 บาท ถ้าแบ่งเดือนละ 10,000 บาทจะได้ประมาณ 720,800 บาท ต่างกันประมาณ 120,000 บาท

สูตร DCA ที่ใช้ในเครื่องมือ

สูตร DCA แบบทบต้นรายเดือนเป็นมาตรฐานที่นักการเงินใช้ คือคำนวณดอกเบี้ยทบต้นจากยอดพอร์ตเดือนก่อน แล้วเติมเงินงวดนี้เข้าไป ในเครื่องมือนี้ใช้สูตรนี้ทุกเดือน เพื่อให้แม่นยำกว่าการประมาณดอกเบี้ยรายปีแบบหารสอง

สูตรคำนวณเดือนต่อเดือน:

balance[i] = balance[i-1] × (1 + r / 12) + M

เมื่อ M = เงินเติมรายเดือน, r = อัตราผลตอบแทนต่อปี (ทศนิยม), i = เดือนที่ 1 ถึง n

สูตรปิด (Closed-form, สำหรับคำนวณเร็ว):

FV = P0 × (1 + r/12)^n + M × [((1 + r/12)^n − 1) / (r/12)]

เมื่อ P0 = เงินก้อนแรก, M = เงินเติม/เดือน, r = อัตราต่อปี, n = จำนวนเดือนทั้งหมด

สูตรปิดนี้ใช้ได้ดีกับการคำนวณคร่าว ๆ แต่เครื่องมือ Savcurv ใช้สูตรเดือนต่อเดือนในการแสดงกราฟ เพราะเห็นการเติบโตทีละงวดและใกล้เคียงพฤติกรรมของกองทุนรวมจริงที่คำนวณ NAV ทุกวัน

สมมติฐานและข้อจำกัดที่ควรรู้

เครื่องมือนี้เป็น การคำนวณทางคณิตศาสตร์ล้วน ๆ ไม่ได้ทำนายตลาด ไม่ได้คำนวณภาษี และไม่ได้รวมค่าธรรมเนียม ก่อนใช้ตัวเลขที่ได้ไปวางแผนชีวิตจริง ควรเข้าใจข้อจำกัดเหล่านี้

  • อัตราผลตอบแทนคงที่: ในความเป็นจริงตลาดหุ้นหรือกองทุนรวมมีปีบวกและปีลบสลับกัน ระบบใช้ค่าเฉลี่ยคงที่เพื่อความง่าย เลขที่ได้คือกรณี "ทุกปีได้ตามตัวเลขที่กรอก" ถ้าปีนี้ได้ 15% แต่ปีหน้าลบ 8% ค่าเฉลี่ยอาจต่างจากที่กรอก
  • ไม่รวมค่าธรรมเนียม: กองทุนรวมคิดค่าธรรมเนียมจัดการประมาณ 0.5–2.5% ต่อปี โบรกเกอร์คิดค่านายหน้า 0.15–0.25% ของมูลค่าซื้อขาย ระบบไม่หักออก ถ้าใส่ค่าธรรมเนียมลงในอัตราผลตอบแทน เช่น ถ้าคาดว่ากองทุนให้ 9% แต่หักค่าธรรมเนียม 1.5% ให้ใช้ r = 7.5% แทน
  • ไม่คำนวณภาษี: กำไรจากการขายกองทุน SSF ที่ถือครบ 7 ปีได้รับยกเว้นภาษี กำไรจากหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไม่เสียภาษีเงินได้ ถ้าเทรดบ่อยหรือซื้อกองทุนประเภทอื่น ต้องคำนวณภาษีเพิ่มเอง
  • ไม่รวมเงินเฟ้อ: ตัวเลข "มูลค่าพอร์ต" เป็นมูลค่าหน้าตัก ไม่ใช่มูลค่าจริงในอนาคต ถ้าเงินเฟ้อไทยเฉลี่ย 2% ต่อปี เงิน 1 ล้านใน 20 ปีจะมีอำนาจซื้อเหลือเทียบเท่าปัจจุบันประมาณ 670,000 บาท
  • ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน: ผลลัพธ์จากเครื่องมือนี้เป็นการคำนวณตามตัวเลขที่กรอก ไม่ได้การันตีว่าจะได้ผลตอบแทนจริงตามนั้น กองทุนรวมหรือหุ้นมีความเสี่ยง ผลตอบแทนในอดีตไม่ได้การันตีผลตอบแทนในอนาคต

เคล็ดลับการใช้ DCA ให้ได้ผลจริง

1. เลือกกองทุนหรือหุ้นให้เหมาะกับระยะเวลา ถ้าลงทุนระยะสั้น 1–3 ปี ควรเลือกกองทุนตลาดเงินหรือพันธบัตร ความผันผวนต่ำ ถ้า 5–10 ปี ขึ้นไป เน้นกองทุนผสมหรือกองทุนหุ้น รับความเสี่ยงได้มากขึ้นเพื่อผลตอบแทนที่สูงกว่า

2. ตั้ง auto-invest ทุกเดือนลงวันเดียวกัน ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าจังหวะ ตั้งให้หักจากบัญชีเงินเดือนทุกวันที่ 1 หรือ 25 ของเดือน จะได้ไม่ลืมและไม่ลุ้นตลาด

3. เพิ่มเงินเติมเมื่อมีโอกาส ถ้าเดือนนี้มีโบนัส เงินพิเศษ หรือลดค่าใช้จ่ายได้ เอาเงินส่วนนั้นเติมเป็น DCA เพิ่ม ถ้าเป็นไปได้ให้เพิ่มเงินเติมปีละครั้งตามอัตราเงินเดือนที่ขึ้น

4. อย่าหยุดเมื่อตลาดลบ นี่คือกับดักทางจิตวิทยาที่ใหญ่ที่สุดของคนลงทุน DCA ตลาด SET ลบ 30% ในปี 2020 ถ้าใครหยุดซื้อตอนนั้น พลาดโอกาสซื้อหน่วยราคาถูกที่สุด ปี 2021 ตลาดฟื้นกลับมา +28% คนที่ซื้อต่อตอนลบได้กำไรทันที

5. รีวิวพอร์ตปีละ 1–2 ครั้ง ไม่ใช่ทุกวัน การดูพอร์ตบ่อย ๆ ทำให้เห็นความผันผวนรายวันและใจสั่น ดูปีละครั้งตอนสิ้นปีพอ เปรียบเทียบกับเป้าหมายเดิมว่ายังเป็นไปตามแผนหรือเปล่า

6. ใช้โหมดเปรียบเทียบ DCA vs Lump Sum ก่อนลงทุนก้อนใหญ่ ถ้าจะรับโบนัสก้อนหรือได้เงินจากการขายทรัพย์สินก้อนใหญ่ ลองเปรียบเทียบทั้งสองทางในเครื่องมือนี้ก่อนตัดสินใจ บางครั้งแบ่งใส่ DCA 6-12 เดือน ลดความเสี่ยงจากการเข้าตลาดผิดจังหวะ

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ DCA

DCA เหมาะกับใคร

DCA เหมาะกับคนที่มีรายได้ประจำ มีเงินเหลือเดือนละ 1,000–50,000 บาท และอยากลงทุนระยะยาว 5 ปีขึ้นไป เหมาะกับมือใหม่ที่ไม่อยากเดาจังหวะตลาด และคนที่ไม่อยากใช้เวลานั่งจับผิดจับถูกทุกวัน เพราะ DCA ตั้ง auto ลงทุนได้

DCA กับกองทุนรวมต่างกันไหม

DCA คือวิธีการลงทุน กองทุนรวมคือผลิตภัณฑ์ ใช้ร่วมกันได้ ตั้ง auto-invest ซื้อกองทุนรวมดัชนี SET50 หรือ SSF หักบัญชีเดือนละ 5,000 บาทก็คือ DCA ที่ใช้กองทุนรวมเป็นเครื่องมือ ไม่จำเป็นตงต้องซื้อหุ้นเดี่ยวเอง สำหรับมือใหม่ DCA ผ่านกองทุนรวมเป็นทางเลือกที่ง่ายและค่าธรรมเนียมต่ำที่สุด

ลงทุน DCA กี่ปีถึงจะเห็นผล

ถ้าใช้ DCA ผ่านกองทุนหุ้นไทย ผลตอบแทนเฉลี่ย 6–8% ต่อปี จะเริ่มเห็นกำไรชัดเจนหลัง 5 ปีขึ้นไป 3 ปีแรกอาจยังขาดทุนถ้าตลาดช่วงนั้นลบ แต่ระยะยาว 10–20 ปี ผลตอบแทนมักคืนทุนและทบต้นจนเห็นกำไรหลักแสนถึงหลักล้าน ลงทุน 5,000 บาทต่อเดือน 20 ปีที่ 8% ได้ประมาณ 2.94 ล้านบาท

DCA vs Lump Sum ต่างกันแค่ไหนในระยะยาว

งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า Lump Sum ให้ผลตอบแทนสูงกว่า DCA เฉลี่ย 2–3% ต่อปี เพราะเงินอยู่ในตลาดนานกว่า แต่นั่นคือค่าเฉลี่ย รายบุคคลขึ้นกับจังหวะตลาด ถ้าเข้าตลาดช่วง peak DCA ป้องกันการขาดทุนหนัก ถ้าเข้าตลาดช่วง bottom Lump Sum ได้เปรียบมาก ใช้โหมดเปรียบเทียบในเครื่องมือนี้ก่อนตัดสินใจ

ใช้ DCA ซื้อหุ้นเดี่ยวได้ไหม

ได้ แต่เหมาะกับคนที่มีเวลาศึกษาและเงินพอที่จะซื้อเป็นจำนวนหุ้นที่สม่ำเสมอ ปัญหาคือหุ้นเดี่ยวราคา 1 หุ้นอาจตั้งแต่ 1 บาทจนถึงหลายร้อยบาท ถ้าตั้งใจซื้อหุ้นละ 5,000 บาทต่อเดือน บางเดือนอาจได้ 1 Lot บางเดือนได้ 0 Lot (ปัดเศษทิ้ง) ในทางปฏิบัติ DCA ผ่านกองทุนหรือ DCA ผ่าน SET50 ETF จะสะดวกกว่ามาก

ถ้าเงินเฟ้อสูงขึ้น DCA ยังคุ้มไหม

คุ้มถ้าอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (หักเงินเฟ้อ) ยังเป็นบวก ปัจจุบันกองทุนหุ้นไทยให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 6–8% ต่อปี ถ้าเงินเฟ้อไทยเฉลี่ย 2–3% ต่อปี กำไรจริงเหลือประมาณ 4–6% ต่อปี ยังเป็นบวกอยู่ DCA ผ่านสินทรัพย์ที่ป้องกันเงินเฟ้อ (เช่น กองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ ทองคำ หรือหุ้นต่างประเทศ) จะมีอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงสูงกว่า

ทดลองคำนวณเปรียบเทียบ DCA ด้วยตัวเองได้ที่ savcurv.com/calculator/dca เปลี่ยนตัวแปรเงินเติม อัตราผลตอบแทน หรือเป้าหมาย แล้วดูกราฟการเติบโตของพอร์ตเปลี่ยนไปอย่างไร

โฆษณา

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ "นโยบายความเป็นส่วนตัว" และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ "จัดการคุ๊กกี้"

ข้อมูลที่ได้และใช้ประมวลผลจากการใช้คุกกี้นั้น ไม่มีการระบุชื่อ หรือบ่งบอกความเป็นตัวตนของท่านได้ อีกทั้งไม่มีการเก็บข้อมูลจำเพาะบุคคลเช่น ชื่อ อีเมล เป็นต้น และใช้เป็นข้อมูลทางสถิติเท่านั้น