โฆษณา

เงินสำรองฉุกเฉิน — ต้องมีเท่าไหร่?

ใส่ค่าใช้จ่ายรายเดือน แล้วดูว่าเงินสำรองตอนนี้ครอบคลุมชีวิตได้กี่เดือน พร้อมภาพรวมแบบอ่านง่าย

กราฟสัดส่วนค่าใช้จ่าย

ดูว่าเงินของคุณไหลไปที่หมวดไหนมากที่สุด

แตะหรือเลื่อนเมาส์บนกราฟเพื่อดูจำนวนเงินและสัดส่วน

ค่าใช้จ่ายรายเดือน

ลากแถบด้านล่างหรือกด preset ด้านบนเพื่อเลือกเป้าหมายที่เหมาะกับชีวิตคุณ

6 เดือน
1 6 12 18 24
ค่าใช้จ่าย/เดือน
0
เงินสำรองที่ควรมี
0
ความคืบหน้า 0%
มีอยู่ 0 เป้าหมาย 0
ขาดอีก
0
ปกป้องได้
0

เงินสำรองฉุกเฉิน คืออะไร แล้วต้องมีเท่าไหร่

เงินสำรองฉุกเฉิน (Emergency Fund) คือเงินออมที่แยกออกมาจากเงินออมทั่วไปหรือเงินลงทุน เพื่อให้พร้อมใช้ในสถานการณ์ที่คาดไม่ถึง เช่น ตกงาน เจ็บป่วย รถเสีย หลังคารั่ว หรือต้องเดินทางกลับบ้านต่างจังหวัดแบบกะทันหัน หลักการคือให้พอจ่ายค่าใช้จ่ายประจำตัวได้ครบทุกเดือนเป็นเวลา 3-6 เดือนขึ้นไป โดยไม่ต้องไปแตะเงินลงทุนหรือกู้หนี้ยืมสิน

คนไทยจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่า "มีเงินออมอยู่แล้ว" แต่พอเกิดเหตุฉุกเฉินจริง ๆ กลับเจอปัญหาว่าเงินออมที่มีอยู่ล็อกอยู่ในกองทุนรวม พันธบัตร หรือประกันสะสมทอง ต้องรอ 7-15 วันกว่าจะถอนได้ หรือมีค่าธรรมเนียมถ้าถอนก่อนกำหนด เงินสำรองฉุกเฉินที่ดีจึงต้องเป็นเงินที่หยิบใช้ได้ภายใน 24-48 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นเงินฝากออมทรัพย์หรือบัญชีกระแสรายวัน

ทำไมเงินสำรองฉุกเฉินถึงสำคัญกับคนไทย

ระบบสวัสดิการของไทยครอบคลุมแค่บางส่วน เช่น ประกันสังคมจ่ายค่าชดเชยว่างงานสูงสุด 50% ของค่าจ้าง ไม่เกิน 6 เดือน และใช้ได้เฉพาะคนที่จ่ายเงินสมทบครบ 6 เดือนขึ้นไป ส่วนโรงพยาบาลรัฐให้บริการฟรี แต่ค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ค่าเดินทาง ค่าอาหารระหว่างพักรักษา ค่าใช้จ่ายส่วนเกินสำหรับห้องพิเศษ ยังต้องจ่ายเอง

  • การตกงาน: คนไทยหางานใหม่ใช้เวลาเฉลี่ย 2-6 เดือน ขึ้นกับอุตสาหกรรม ถ้าไม่มีเงินสำรองจะต้องรีบกู้หนี้หรือขายสินทรัพย์
  • การเจ็บป่วย: การผ่าตัดในโรงพยาบาลเอกชนอาจต้องจ่ายสด 50,000-500,000 บาท ถ้าไม่มีประกันสุขภาพเต็มรูปแบบ
  • เหตุฉุกเฉินครอบครัว: ญาติเจ็บป่วย บิดามารดาเสียชีวิต ต้องเดินทางกลับต่างจังหวัด ค่าใช้จ่ายอาจพุ่งจาก 10,000-50,000 บาท
  • ซ่อมแซมบ้าน/รถ: เครื่องปรับอากาศพัง หลังคารั่ว รถยนต์เครื่องพัง ค่าซ่อมอยู่ที่ 5,000-100,000 บาท

ถ้ามีเงินสำรองฉุกเฉินเพียงพอ คุณจะหลีกเลี่ยงการกู้หนี้เพิ่ม รักษาเครดิตทางการเงินของตัวเอง และวางแผนการลงทุนระยะยาวอย่างสงบใจมากขึ้น เพราะไม่ต้องถอนกองทุนหรือขายหุ้นในช่วงที่ตลาดตก

ใครควรใช้เครื่องมือคำนวณเงินสำรองฉุกเฉิน

  • พนักงานประจำที่เพิ่งเริ่มทำงาน และยังไม่รู้ว่าค่าใช้จ่ายต่อเดือนเฉลี่ยเท่าไหร่
  • ครอบครัวที่มีลูกเล็ก ซึ่งค่าใช้จ่ายสูงขึ้นมากในช่วง 0-6 ปีแรก
  • ฟรีแลนซ์หรือผู้ประกอบการ ที่รายได้ไม่สม่ำเสมอ ควรมีเงินสำรองมากกว่าพนักงานประจำ 2-3 เท่า
  • คนที่มีเงินออมอยู่แล้ว แต่อยากเช็คว่าพอเพียงหรือยังต้องเติมอีก
  • คนที่ผ่านวิกฤตมาแล้ว เช่น เคยตกงาน เคยป่วย และอยากวางระบบป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

วิธีใช้เครื่องมือคำนวณเงินสำรองฉุกเฉิน

ขั้นตอนที่ 1 — รวมค่าใช้จ่ายประจำต่อเดือน

แยกหมวดหมู่ให้ครบ 7 หมวด ได้แก่ ค่าเช่าหรือค่าผ่อนบ้าน ค่าน้ำค่าไฟค่าอินเทอร์เน็ต ค่าอาหาร ค่าเดินทางหรือน้ำมัน ค่าโทรศัพท์ ค่าประกันและยา และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เครื่องมือจะรวมยอดให้อัตโนมัติ พร้อมแสดงเป็นกราฟวงกลมเพื่อให้เห็นสัดส่วนที่ชัดเจน

ขั้นตอนที่ 2 — เลือกจำนวนเดือนที่ต้องการสำรอง

ใช้สไลเดอร์ปรับได้ตั้งแต่ 1 ถึง 24 เดือน ค่าเริ่มต้น 6 เดือนเป็นมาตรฐานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยแนะนำ ถ้าเป็นครอบครัวที่มีคนเดียวหรือมีภาระน้อย เลือก 3 เดือนก็พอ ถ้าเป็นครอบครัวที่มีลูกหรือมีสินเชื่อบ้าน แนะนำ 9-12 เดือน

ขั้นตอนที่ 3 — กรอกเงินสำรองที่มีอยู่แล้ว

ใส่จำนวนเงินที่เก็บไว้ในบัญชีที่หยิบใช้ได้ทันที เช่น เงินฝากออมทรัพย์ บัญชีกระแสรายวัน หรือเงินสดในบัญชีออมทรัพย์ที่แยกจากกระแสรายวัน อย่านับเงินในกองทุนรวมหรือหุ้น เพราะขายอาจต้องรอ T+2 หรือเสียค่าธรรมเนียม

ขั้นตอนที่ 4 — อ่านผลลัพธ์

เครื่องมือจะคำนวณเป้าหมายเงินสำรอง ยอดเงินที่ขาดอีก เปอร์เซ็นต์ความคืบหน้า จำนวนเดือนที่เงินปัจจุบันพอปกป้อง และคำแนะนำตามระดับความคืบหน้า ตั้งแต่เริ่มต้นออมด่วนไปจนถึงระดับเกินเป้า

ขั้นตอนที่ 5 — ปรับค่าเพื่อเปรียบเทียบสถานการณ์

ลองเปลี่ยนจำนวนเดือนเป้าหมายจาก 6 เป็น 9 หรือ 12 เพื่อดูว่าต้องออมเพิ่มอีกเท่าไหร่ หรือลองลดค่าใช้จ่ายบางหมวดเพื่อดูว่าถ้าตัดงบในส่วนที่ไม่จำเป็น เป้าหมายจะลดลงแค่ไหน

ตัวอย่างการคำนวณจริง

กรณีที่ 1 — คนโสด เริ่มทำงาน 3 ปี

ค่าเช่า 8,000 บาท ค่าน้ำค่าไฟ 2,000 บาท ค่าอาหาร 6,000 บาท ค่าเดินทาง 3,000 บาท ค่าโทรศัพท์ 500 บาท ค่าประกัน 1,000 บาท ค่าใช้จ่ายอื่น 2,000 บาท รวม 22,500 บาทต่อเดือน ตั้งเป้า 6 เดือน ต้องมีเงินสำรอง 135,000 บาท ถ้าตอนนี้ยังไม่มีเลย ควรออมเดือนละ 6,000-7,000 บาท ใช้เวลา 18-22 เดือนถึงจะครบ

กรณีที่ 2 — ครอบครัว มีเงินสำรองอยู่บ้าง

ค่าผ่อนบ้าน 25,000 บาท ค่าน้ำค่าไฟ 4,000 บาท ค่าอาหาร 15,000 บาท ค่าเดินทาง 6,000 บาท ค่าโทรศัพท์ 1,500 บาท ค่าประกัน 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายอื่น 5,000 บาท รวม 59,500 บาทต่อเดือน ตั้งเป้า 9 เดือน ต้องมีเงินสำรอง 535,500 บาท ถ้ามีอยู่ 200,000 บาท ขาดอีก 335,500 บาท คิดเป็นความคืบหน้า 37% ต้องออมต่อเนื่องอีกประมาณ 3-4 ปี

กรณีที่ 3 — เงินสำรองเพียงพอแล้ว

ค่าเช่า 12,000 บาท ค่าน้ำค่าไฟ 3,000 บาท ค่าอาหาร 10,000 บาท ค่าเดินทาง 4,000 บาท ค่าโทรศัพท์ 1,000 บาท ค่าประกัน 2,000 บาท ค่าใช้จ่ายอื่น 3,000 บาท รวม 35,000 บาทต่อเดือน ตั้งเป้า 6 เดือน ต้องมี 210,000 บาท ถ้ามีอยู่พอดี ความคืบหน้า 100% ถือว่าครบเป้า สามารถย้ายเงินส่วนเกินไปลงทุนระยะยาวหรือออมเกษียณได้เลย

สูตรคำนวณเงินสำรองฉุกเฉิน

เครื่องมือใช้หลักคำนวณ 3 สูตรหลัก ทำงานเรียงกันอัตโนมัติเมื่อกรอกข้อมูล

สูตรสมการความหมาย
ค่าใช้จ่ายรวมรวม = บ้าน + น้ำไฟ + อาหาร + เดินทาง + โทรศัพท์ + ประกัน + อื่น ๆค่าใช้จ่ายประจำตัวต่อเดือน
เป้าเงินสำรองเป้า = รวม × จำนวนเดือนเงินสำรองที่ควรมี
ความคืบหน้า% = (เงินที่มี ÷ เป้า) × 100เช็คว่าใกล้ถึงเป้าแค่ไหน
เงินที่ขาดขาด = เป้า − เงินที่มียอดที่ต้องออมเพิ่ม

ปลอกหมด 7 หมวดแล้วเครื่องมือจะคำนวณผลทันที ไม่ต้องกดปุ่มใด ๆ สามารถปรับค่าแล้วเห็นตัวเลขเปลี่ยนแบบ real-time

สมมติฐานและข้อจำกัดที่ต้องรู้

  • ค่าใช้จ่ายบางหมวดอาจเปลี่ยน เช่น ค่าเช่าจะลดลงหลังหมดสัญญา ค่าน้ำมันจะขึ้นลงตามราคาน้ำมัน เครื่องมือนี้คำนวณจากค่าปัจจุบัน ไม่ได้พยากรณ์อนาคต
  • เดือนที่ตั้งเป้าไม่ควรเกิน 12 เดือน สำหรับคนทั่วไป เพราะถ้าเผื่อมากเกินไป เงินจะจมอยู่ในบัญชีออมทรัพย์ไม่ได้ทำงาน ควรเอาเงินส่วนเกินไปลงทุน
  • ฟรีแลนซ์ควรเผื่อ 9-12 เดือน เพราะรายได้ไม่สม่ำเสมอ และช่วงแรก ๆ อาจใช้เวลาหาลูกค้าใหม่นานกว่าพนักงานประจำ
  • คนมีสินเชื่อบ้าน ควรเผื่ออย่างน้อย 6 เดือน เพราะถ้าเงินเดือนหายแต่ผ่อนบ้านยังต้องจ่าย จะหนักมาก
  • เป้าหมายเป็นแนวทาง ไม่ใช่กฎตายตัว ปรับตามความเสี่ยงส่วนบุคคล เช่น อาชีพที่มีความเสี่ยงสูง สุขภาพไม่ดี มีลูกคนเดียวที่ต้องดูแล

เคล็ดลับในการออมเงินสำรองฉุกเฉินให้ถึงเป้า

  • เปิดบัญชีแยกจากเงินออมทั่วไป เพื่อไม่ให้หยิบไปใช้กับเรื่องไม่จำเป็น บัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงของธนาคารใหญ่ ๆ ในไทยจ่ายดอกเบี้ย 1-2% ต่อปี ถือว่าเพียงพอ
  • ตั้งหักเงินเดือนอัตโนมัติ ทุกเดือน 10-15% ของเงินเดือน เริ่มเล็ก ๆ ก่อนแล้วค่อยเพิ่มเมื่อเงินเดือนขึ้น
  • ใช้โบนัสและภาษีคืน ที่ได้ปีละครั้งโอนเข้าบัญชีเงินสำรองทั้งหมดหรือครึ่งหนึ่ง จะช่วยให้ถึงเป้าเร็วขึ้นหลายเดือน
  • อย่านับเงินในกองทุนรวมหรือหุ้นเป็นเงินสำรอง เพราะหากตลาดตกพอดี ขายได้ขาดทุน ถือเป็นเงินที่ต้องใช้เวลา T+2
  • ทบทวนทุก 6 เดือน เมื่อค่าใช้จ่ายเปลี่ยน กลับมาคำนวณใหม่เพื่อปรับเป้าหมายให้ตรงกับสถานการณ์ปัจจุบัน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเงินสำรองฉุกเฉิน

  • เงินสำรองฉุกเฉินเท่าไหร่ถึงจะพอ? คำแนะนำทั่วไปคือ 3 เดือนสำหรับคนโสดไม่มีภาระ 6 เดือนสำหรับครอบครัวทั่วไป และ 9-12 เดือนสำหรับฟรีแลนซ์หรือครอบครัวที่มีสินเชื่อ
  • เงินสำรองควรเก็บไว้ที่ไหน? บัญชีออมทรัพย์หรือบัญชีกระแสรายวันที่หยิบใช้ได้ทันที หลีกเลี่ยงเงินฝากประจำเพราะถอนก่อนกำหนดเสียดอกเบี้ย หลีกเลี่ยงหุ้นกองทุนเพราะขายตอนตลาดตกได้ขาดทุน
  • ต้องเคลียร์หนี้ก่อนออมเงินสำรองไหม? ถ้ามีหนี้ดอกเบี้ยสูงเช่น บัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคล ควรเคลียร์ดอกเบี้ยส่วนนั้นก่อน แต่ควรมีเงินสำรองขั้นต่ำ 1 เดือนควบคู่ไปด้วย เพราะขณะเคลียร์หนี้อาจเกิดเหตุฉุกเฉินได้
  • ใช้เงินสำรองไปแล้ว ต้องเริ่มออมใหม่ไหม? ใช่ ควรกลับมาออมทันทีหลังเหตุการณ์สิ้นสุด อาจปรับเป้าหมายใหม่ให้สูงขึ้นหรือเร็วขึ้นกว่าเดิม เพราะครั้งหนึ่งที่ใช้ไปแสดงว่าเป้าเดิมอาจไม่พอ
  • ควรเก็บเงินสดสำรองที่บ้านด้วยไหม? เก็บเล็กน้อย 5,000-10,000 บาทพอ เพราะถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินกลางดึกหรือระบบธนาคารล่ม ใช้บรรเทาเบื้องต้นได้ แต่อย่าเก็บมากเพราะไม่ปลอดภัยและไม่ได้ดอกเบี้ย

อยากรู้ว่าตัวเองควรมีเงินสำรองฉุกเฉินเท่าไหร่ ลองใช้เครื่องมือ คำนวณเงินสำรองฉุกเฉิน ของ Savcurv กรอกค่าใช้จ่าย 7 หมวด เลือกจำนวนเดือนที่ต้องการ แล้วดูยอดเป้าหมายพร้อมคำแนะนำปรับเปลี่ยนได้ทันที

โฆษณา

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ "นโยบายความเป็นส่วนตัว" และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ "จัดการคุ๊กกี้"

ข้อมูลที่ได้และใช้ประมวลผลจากการใช้คุกกี้นั้น ไม่มีการระบุชื่อ หรือบ่งบอกความเป็นตัวตนของท่านได้ อีกทั้งไม่มีการเก็บข้อมูลจำเพาะบุคคลเช่น ชื่อ อีเมล เป็นต้น และใช้เป็นข้อมูลทางสถิติเท่านั้น