โฆษณา

คำนวณเงินเฟ้อ — อำนาจซื้อลดลงแค่ไหน



กราฟผลลัพธ์

เลื่อนเมาส์หรือแตะเพื่อดูรายละเอียด



คำนวณเงินเฟ้อคืออะไร แล้วช่วยวางแผนการเงินได้ยังไง

คำนวณเงินเฟ้อ คือการคำนวณว่าเงินจำนวนเดียวกันในวันนี้ อีก N ปีข้างหน้าจะมีอำนาจซื้อเหลือเท่าไหร่ และถ้าอยากรักษาอำนาจซื้อเท่าเดิมต้องมีเงินเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ คนไทยส่วนใหญ่รู้จักคำว่าเงินเฟ้อจากข่าวเศรษฐกิจ แต่ไม่ค่อยเห็นตัวเลขว่าส่งผลกับกระเป๋าตังค์ตัวเองแค่ไหน เครื่องมือนี้ช่วยแปลงเงินเฟ้อให้เป็นตัวเลขที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์

พูดง่าย ๆ เงินเฟ้อคือภาษีที่มองไม่เห็น ปี 2565 เงินเฟ้อไทยพุ่งขึ้น 6.08% ปี 2566 ลงมา 1.23% ปี 2568 เข้าโซนดีเฟลชัน -0.13% แต่เดือนเมษายน 2569 เงินเฟ้อกลับขึ้นมา +2.89% แบบนี้แสดงว่าตัวเลขเงินเฟ้อมันขึ้น ๆ ลง ๆ ไม่นิ่ง ถ้าไม่คำนวณจริง จะรู้สึกว่าเงินออมเพียงพอ แต่พอใช้จริงในอีก 15-20 ปี เงินก้อนเดิมอาจซื้อของได้ครึ่งเดียว

ทำไมคนไทยต้องสนใจเงินเฟ้อ

เงินเฟ้อไม่ได้กระทบแค่นักเศรษฐศาสตร์ มันกระทบทุกคนที่มีเงินออม เงินลงทุน และเงินเดือน ถ้าเข้าใจจะวางแผนเกษียณ วางแผนค่าเล่าเรียนลูก และตัดสินใจลงทุนได้ดีขึ้น

  • เงินออมในธนาคาร: ดอกเบี้ยออมทรัพย์ 0.5-1% ต่อปี ถ้าเงินเฟ้อ 2.5% ต่อปี อำนาจซื้อจริงลดลงทุกปี นั่นคือออมเงินแต่เงินมีค่าน้อยลง
  • เงินลงทุน: ผลตอบแทนที่เห็นเป็นตัวเลขหน้าตัก (Nominal Return) ไม่ใช่ตัวเลขจริง ถ้าหุ้นให้ 8% เงินเฟ้อ 3% ผลตอบแทนจริง (Real Return) เหลือแค่ 5% ต่อปี
  • ค่ารักษาพยาบาล: ค่า healthcare ในไทยขึ้น 5-8% ต่อปี สูงกว่าเงินเฟ้อทั่วไป 2-3 เท่า ใครวางแผนเกษียณต้องคิดเรื่องนี้แยกต่างหาก
  • ค่าเล่าเรียน: ค่าเล่าเรียนมหาวิทยาลัยเอกชนขึ้นเฉลี่ย 3-5% ต่อปี ลูกอายุ 5 ขวบที่จะเข้ามหาลัยอีก 15 ปี ค่าเล่าเรียนจะแพงกว่าตอนนี้เกือบเท่าตัว
  • เป้าหมายการเกษียณ: ถ้าตั้งเป้าเกษียณ 60 ปี มีเงิน 10 ล้าน หลายคนคิดว่าเพียงพอ แต่ถ้าเงินเฟ้อ 3% ต่อปี อีก 20 ปีเงิน 10 ล้านจะมีอำนาจซื้อเหลือเทียบเท่าปัจจุบันประมาณ 5.5 ล้าน

องค์กรที่ดูแลเรื่องนี้ในไทยคือ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ (สศช.) เป้าเงินเฟ้อของ ธปท. อยู่ที่ 1-3% ต่อปี ถ้าเงินเฟ้ออยู่ในกรอบนี้ถือว่าปกติ ถ้าทะลุ 3% หรือต่ำกว่า 0% ถือว่าผิดปกติ

เครื่องมือคำนวณเงินเฟ้อนี้คำนวณอะไรได้บ้าง

เครื่องมือนี้คำนวณ 4 ค่าหลัก ครอบคลุมคำถามที่คนวางแผนการเงินต้องเจอ

สิ่งที่คำนวณคำถามที่ตอบสูตร
อำนาจซื้อจริงในอนาคตเงินวันนี้ 1 ล้านบาท อีก 10 ปีซื้อของได้เท่าไหร่Real Value = Nominal / (1 + i)^t
ต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงซื้อของได้เท่าเดิมอีก 10 ปีต้องมีเงินเท่าไหร่จึงจะซื้อของได้เท่าวันนี้Future Amount = Present × (1 + i)^t
ผลตอบแทนจริงหลังเงินเฟ้อ (Real Return)ลงทุนได้ 8% เงินเฟ้อ 3% เหลือกำไรจริงเท่าไหร่Real = (1 + n) / (1 + i) − 1
อำนาจซื้อลดครึ่งในกี่ปีเงินก้อนนี้จะเหลือความคุ้มค่าแค่ครึ่งเดียวเมื่อไหร่Halving Years = 72 / inflation_rate

ตัวเลขทั้ง 4 นี้ใช้ดูพร้อมกันได้ สมมติคำนวณเสร็จแล้วเห็นว่าอำนาจซื้อจะลดครึ่งใน 28 ปี แปลว่าต้องเริ่มลงทุนให้ได้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินเฟ้อ ไม่งั้นเงินจะหายไปครึ่งหนึ่งโดยไม่รู้ตัว

วิธีใช้งานเครื่องมือทีละขั้น

  1. กรอก จำนวนเงินวันนี้ เช่น 1,000,000 บาท
  2. กรอก อัตราเงินเฟ้อ (% ต่อปี) ค่าเริ่มต้น 2.5% ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยไทย 50 ปี ปรับได้ตามสถานการณ์
  3. กรอก ระยะเวลา (ปี) เช่น 10 ปี 20 ปี หรือ 30 ปีตามเป้าหมายการเงิน
  4. กรอก ผลตอบแทนการลงทุน (% ต่อปี) ถ้าออมเงินฝากใช้ 1.0-1.5% ถ้าลงทุนกองทุนรวมหุ้นใช้ 6-8% ถ้าลงทุนหุ้นเดี่ยวใช้ 8-12%
  5. กดปุ่ม คำนวณ ระบบจะแสดงอำนาจซื้อจริง อำนาจซื้อที่ลดลง จำนวนเงินที่ต้องมี ผลตอบแทนจริงหลังเงินเฟ้อ และจำนวนปีที่อำนาจซื้อจะเหลือครึ่ง

ค่าตั้งต้นในเครื่องมือนี้เป็นค่าที่ใช้กันบ่อยในไทย ถ้าอยากเปลี่ยนสถานการณ์ เช่น ลองดูว่าถ้าเงินเฟ้อพุ่งขึ้น 5% ต่อปีจะเป็นยังไง เปลี่ยนแค่ช่องอัตราเงินเฟ้อแล้วกดคำนวณใหม่ได้เลย

ตัวอย่างการคำนวณจริง

ตัวอย่างที่ 1: เงินออม 1 ล้านบาท เฉย ๆ ในบัญชีออมทรัพย์ วันนี้มีเงิน 1,000,000 บาท ฝากออมทรัพย์ได้ดอกเบี้ย 1% ต่อปี เงินเฟ้อไทยเฉลี่ย 2.5% ต่อปี เวลา 10 ปี

  • เงินเติบโตเป็น 1,104,622 บาท (ตัวเลขหน้าตัก)
  • อำนาจซื้อจริงเหลือ 781,198 บาท (เทียบกับเงินวันนี้)
  • อำนาจซื้อลดลง 218,802 บาท หรือ -21.88%
  • ผลตอบแทนจริงหลังเงินเฟ้อ = -1.46% (ขาดทุนจริง)
  • อำนาจซื้อจะลดครึ่งใน 28.8 ปี

ตัวเลขแบบนี้คือเหตุผลที่คนรู้ทันเงินเฟ้อไม่ปล่อยเงินนอนในบัญชีล้วน ๆ

ตัวอย่างที่ 2: ลงทุนในกองทุนรวมหุ้นไทย ผลตอบแทน 7% ต่อปี เงิน 500,000 บาท ลงทุนกองทุนหุ้นไทยเฉลี่ย 7% ต่อปี เงินเฟ้อ 2.5% ต่อปี เวลา 15 ปี

  • เงินเติบโตเป็น 1,379,000 บาท
  • อำนาจซื้อจริงเหลือ 689,225 บาท
  • ผลตอบแทนจริงหลังเงินเฟ้อ = 4.39% ต่อปี (เป็นบวก)

ลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินเฟ้อ จะรักษาอำนาจซื้อได้ ลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าเงินเฟ้อ จะเสียอำนาจซื้อเงียบ ๆ

ตัวอย่างที่ 3: เป้าหมายเกษียณอายุ 60 ต้องมีเงินเท่าไหร่ วันนี้อายุ 35 ต้องมีเงินใช้หลังเกษียณ 25 ปี เงินเฟ้อ 3% ต่อปี ต้องใช้เงินเดือนละ 50,000 บาท (มูลค่าปัจจุบัน) เป็นเวลา 20 ปีหลังเกษียณ

  • ต้องมีเงินก้อนประมาณ 21 ล้านบาทในวันเกษียณ (มูลค่าหน้าตัก)
  • หรือเทียบเท่ามูลค่าปัจจุบันประมาณ 10.5 ล้านบาท
  • ตัวเลข 10 ล้านที่หลายคนตั้งเป้าไว้ อาจไม่พอเมื่อคิดเงินเฟ้อ

ถ้าคำนวณแล้วพบว่าเป้าเกษียณขาด มี 3 ทางเลือกคือ เพิ่มเงินออม เพิ่มผลตอบแทนการลงทุน หรือลดค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ

สูตรคำนวณเงินเฟ้อที่ใช้ในเครื่องมือ

เครื่องมือนี้ใช้ 4 สูตรหลัก ตรงตามหลักเศรษฐศาสตร์การเงินมาตรฐาน

1. อำนาจซื้อจริงในอนาคต (Present Value in Real Terms)

Real Value = Nominal Value / (1 + i)^t

เมื่อ i = อัตราเงินเฟ้อ (ทศนิยม), t = จำนวนปี เช่น เงิน 1,000,000 บาท เงินเฟ้อ 2.5% เวลา 10 ปี → 1,000,000 / (1.025)^10 = 781,198 บาท

2. จำนวนเงินที่ต้องมีในอนาคต (Future Amount)

Future Amount = Current Amount × (1 + i)^t

คือสูตรเดียวกับมูลค่าอนาคตของเงินก้อนเดียว แต่ใช้อัตราเงินเฟ้อแทนอัตราดอกเบี้ย ผลลัพธ์คือเงินก้อนที่ต้องมีเพื่อซื้อของชุดเดิมได้

3. ผลตอบแทนจริงหลังเงินเฟ้อ (Real Return)

Real Return = ((1 + Nominal) / (1 + Inflation) − 1) × 100

เมื่อ Nominal = ผลตอบแทนหน้าตัก, Inflation = อัตราเงินเฟ้อ

ตัวอย่าง ลงทุนได้ 8% เงินเฟ้อ 3% → Real = (1.08/1.03 − 1) × 100 = 4.85% ต่อปี

4. กฎ 72 (Rule of 72)

Years to Halve = 72 / Inflation Rate

เป็นสูตรประมาณ ใช้ได้ดีกับอัตราเงินเฟ้อ 1-10% เช่น เงินเฟ้อ 3% → 72/3 = 24 ปี (อำนาจซื้อจะลดครึ่งใน 24 ปี) เงินเฟ้อ 5% → 72/5 = 14.4 ปี

เปรียบเทียบอัตราเงินเฟ้อที่ส่งผลต่ออำนาจซื้อ

ลองคำนวณเงิน 1,000,000 บาท เวลา 20 ปี เปลี่ยนแค่อัตราเงินเฟ้อ

อัตราเงินเฟ้ออำนาจซื้อจริงเหลืออำนาจซื้อลดลงต้องมีเงินเท่าไหร่
1% ต่อปี819,544 บาท-18.05%1,220,190 บาท
2.5% ต่อปี610,271 บาท-38.97%1,638,616 บาท
3% ต่อปี553,676 บาท-44.63%1,806,111 บาท
5% ต่อปี376,889 บาท-62.31%2,653,298 บาท
10% ต่อปี148,644 บาท-85.14%6,727,500 บาท

เห็นชัดว่าถ้าเงินเฟ้อพุ่งขึ้น 10% ต่อปี เงิน 1 ล้านใน 20 ปีจะเหลืออำนาจซื้อแค่ 148,644 บาท เทียบเท่าวันนี้ แทบจะหมดความหมาย นี่คือเหตุผลที่ประเทศที่เงินเฟ้อสูงต้องเร่งหาทางลงทุน

ข้อสมมติฐานและข้อจำกัดที่ควรรู้

  • อัตราเงินเฟ้อคงที่: เครื่องมือคำนวณโดยสมมติว่าเงินเฟ้อเท่ากันทุกปี ความจริงเงินเฟ้อผันผวนขึ้นลง ปี 2565 พุ่ง 6.08% ปี 2568 ติดลบ ถ้าใส่ค่าเฉลี่ย 2.5% ตัวเลขที่ได้คือค่าประมาณ
  • ไม่รวมภาษีกำไร: ผลตอบแทนจากการลงทุนมีภาษีในบางกรณี เช่น ดอกเบี้ยเงินฝากหัก 15% ถ้าคำนวณจริงต้องหักภาษีออกจาก nominal return ก่อน
  • ไม่รวมค่าธรรมเนียมกองทุน: ผลตอบแทนที่กรอกควรเป็น net return หลังหักค่าธรรมเนียมจัดการ 0.5-2% ต่อปี ถ้าใส่ gross return จะคาดเกินจริง
  • กฎ 72 เป็นค่าประมาณ: สูตร 72 แม่นระดับ ±2% เมื่อเทียบกับสูตรล็อก (ln 2 / ln(1+i)) สำหรับอัตรา 1-10% ถ้าต้องการความแม่นระดับเป๊ะให้คำนวณจากสูตรล็อก
  • เงินเฟ้อรายสินค้าต่างกัน: ค่ารักษาพยาบาลขึ้น 5-8% ต่อปี ค่าอาหารขึ้น 3-4% เทคโนโลยีราคาลง ถ้าใช้ค่าเฉลี่ยจะคาดเคลื่อนได้ในบางหมวด
  • ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน: เครื่องมือนี้เป็นเครื่องมือคำนวณทางคณิตศาสตร์เท่านั้น ผลตอบแทนจริงขึ้นกับผลการดำเนินงานของกองทุนหรือหุ้น ผลตอบแทนในอดีตไม่ได้การันตีผลตอบแทนในอนาคต

เคล็ดลับการใช้เครื่องมือคำนวณเงินเฟ้อ

  • ทดสอบหลายสถานการณ์: คำนวณที่เงินเฟ้อ 1%, 2.5%, 5% ดูว่าผลต่างเป็นยังไง ถ้าเงินเฟ้อพุ่งขึ้นกะทันหัน แผนการเงินที่วางไว้จะรับได้ไหม
  • ใช้ค่าเฉลี่ยระยะยาว: เงินเฟ้อไทยเฉลี่ย 50 ปี (2519-2569) อยู่ที่ 3.69% ต่อปี ถ้าเป้าหมายระยะยาวเกิน 10 ปี ใช้ค่า 2.5-3.5% เป็นฐาน
  • คำนวณเป้าหมายเกษียณด้วย: อย่าตั้งเป้าเงินก้อนเกษียณเป็นตัวเลขคงที่ ต้องคิดเงินเฟ้อด้วย เช่น ต้องใช้เดือนละ 50,000 บาท ในอีก 25 ปีต้องคูณด้วยอัตราเงินเฟ้อให้เป็นมูลค่าอนาคตก่อน
  • เช็คสินทรัพย์หลายประเภท: ใช้เครื่องมือนี้เช็คว่าเงินออม เงินลงทุน ทองคำ หุ้น อสังหาริมทรัพย์ ให้ผลตอบแทนจริงเกินเงินเฟ้อหรือไม่
  • ปรับเป้าหมายทุก 5 ปี: ตัวเลขเงินเฟ้อเปลี่ยน เป้าหมายเกษียณต้องปรับตาม อย่าตั้งเป้าครั้งเดียวแล้วปล่อยทิ้งไว้ 25 ปี

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเงินเฟ้อ

เงินเฟ้อคืออะไร อธิบายแบบง่าย

เงินเฟ้อคือภาวะที่ราคาสินค้าและบริการในตลาดสูงขึ้นเรื่อย ๆ เงินจำนวนเดิมซื้อของได้น้อยลง วัดจากดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่ ธปท. รายงานทุกเดือน ถ้าวันนี้ข้าวจานละ 50 บาท อีก 10 ปีอาจขึ้นเป็น 65 บาท นี่คือเงินเฟ้อ 2.5% ต่อปี ส่งผลกระทบกับทุกคนที่มีเงินสด เงินฝาก เงินลงทุน

เงินเฟ้อไทยปัจจุบันอยู่ที่เท่าไหร่

เงินเฟ้อไทยเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ +2.89% (yoy) แต่ค่าเฉลี่ยทั้งปีคาดว่าปี 2569 อยู่แถว 0.92% ส่วนปี 2568 เข้าโซนดีเฟลชัน -0.13% และปี 2565 พุ่งไป 6.08% หลังโควิด ค่าเฉลี่ยระยะยาว 50 ปี (2519-2569) อยู่ที่ 3.69% ต่อปี ใช้ค่า 2.5-3% เป็นฐานสำหรับวางแผนการเงินระยะยาวได้

อำนาจซื้อ คืออะไร ทำไมสำคัญ

อำนาจซื้อคือความสามารถของเงินจำนวนหนึ่งในการซื้อสินค้าและบริการ เงินเฟ้อทำให้อำนาจซื้อลดลงเมื่อเวลาผ่านไป เงิน 100 บาทวันนี้ซื้อข้าวจานได้ อีก 15 ปีอาจซื้อได้แค่ครึ่งจาน คนที่อยากรักษาอำนาจซื้อต้องลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินเฟ้อ ไม่งั้นเงินจะเสียค่าเงียบ ๆ

กฎ 72 ใช้คำนวณเงินเฟ้อได้อย่างไร

กฎ 72 เป็นสูตรประมาณว่า เงินจะเหลืออำนาจซื้อครึ่งหนึ่งภายในกี่ปี ใช้สูตร Years to Halve = 72 / Inflation Rate เช่น ถ้าเงินเฟ้อ 3% ต่อปี อำนาจซื้อจะลดครึ่งใน 72/3 = 24 ปี เงินเฟ้อ 5% → 14.4 ปี เงินเฟ้อ 10% → 7.2 ปี สูตรนี้แม่นระดับ ±2% สำหรับอัตรา 1-10% ใช้คำนวณคร่าว ๆ ในหัวได้

Real Return ต่างจาก Nominal Return อย่างไร

Nominal Return คือผลตอบแทนที่เห็นเป็นตัวเลขหน้าตัก เช่น กองทุนรวมบอกว่าได้ 8% ต่อปี Real Return คือผลตอบแทนหลังหักเงินเฟ้อ บอกความจริงว่าเงินเติบโตจริงเท่าไหร่ ใช้สูตร Real = (1 + Nominal) / (1 + Inflation) − 1 เช่น ลงทุน 8% เงินเฟ้อ 3% → Real = (1.08/1.03) − 1 = 4.85% ต่อปี ตัวเลขนี้สำคัญเพราะถ้า Real เป็นลบ แปลว่าเงินเติบโตแต่อำนาจซื้อลดลง

ป้องกันเงินเฟ้อด้วยสินทรัพย์อะไรดี

สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนทะลุเงินเฟ้อในระยะยาวได้แก่ กองทุนรวมหุ้น (6-8% ต่อปี) หุ้นเดี่ยว (8-12% แต่ผันผวน) อสังหาริมทรัพย์ในทำเลดี (5-7% ต่อปี) ETF ต่างประเทศ S&P 500 (8-10% ต่อปี) และทองคำ (ป้องกันเงินเฟ้อระยะยาว แต่ไม่มี yield) เลือกตามความเสี่ยงที่รับได้ ถ้าเลือกไม่ได้ ลงทุน DCA ในกองทุนรวมหุ้นไทยผ่านแอปเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด

ทดลองคำนวณเงินเฟ้อของคุณเองได้ที่เครื่องมือด้านบน เปลี่ยนอัตราเงินเฟ้อ เปลี่ยนระยะเวลา เปลี่ยนผลตอบแทน แล้วดูว่าอำนาจซื้อจะเหลือเท่าไหร่ในอนาคต ใช้ได้ฟรีไม่จำกัดจำนวนครั้ง

โฆษณา

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ "นโยบายความเป็นส่วนตัว" และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ "จัดการคุ๊กกี้"

ข้อมูลที่ได้และใช้ประมวลผลจากการใช้คุกกี้นั้น ไม่มีการระบุชื่อ หรือบ่งบอกความเป็นตัวตนของท่านได้ อีกทั้งไม่มีการเก็บข้อมูลจำเพาะบุคคลเช่น ชื่อ อีเมล เป็นต้น และใช้เป็นข้อมูลทางสถิติเท่านั้น