โฆษณา

เช่าหรือซื้อบ้าน เครื่องคำนวณเปรียบเทียบต้นทุนระยะยาว



กราฟผลลัพธ์

เลื่อนเมาส์หรือแตะเพื่อดูรายละเอียด

ข้อมูลซื้อ



ข้อมูลเช่าและอื่นๆ



ค่าธรรมเนียมและค่าดูแลรักษา (ขั้นสูง)

เช่าหรือซื้อบ้าน คืออะไร ทำไมต้องเปรียบเทียบ

เช่าหรือซื้อบ้าน (Rent vs Buy) คือการเทียบต้นทุนรวมตลอดอายุการอยู่อาศัยระหว่าง 2 ตัวเลือก โดยดูทั้งค่าเช่าที่จ่ายไปเรื่อย ๆ กับต้นทุนการซื้อที่รวมดาวน์ ดอกเบี้ยสินเชื่อ ค่าดูแลรักษา ค่าธรรมเนียมซื้อขาย และโอกาสที่จะได้จากการนำเงินดาวน์ไปลงทุนอย่างอื่น

คนไทยจำนวนมากตัดสินใจจากอารมณ์ ("อยากมีบ้านเป็นของตัวเอง") มากกว่าตัวเลขจริง บางครั้งการเช่าในระยะยาวถูกกว่าหลายแสนบาท บางครั้งการซื้อคุ้มกว่าหลายล้าน เครื่องมือนี้ช่วยให้เห็นภาพรวมทั้งหมดภายในไม่กี่วินาที โดยคำนวณจากสมมติฐานที่ปรับได้ตามสถานการณ์จริงของคุณ

ใครควรใช้เครื่องมือเช่าหรือซื้อบ้าน

  • คนที่กำลังตัดสินใจ ว่าจะเซ็นสัญญาเช่าระยะยาว หรือยื่นกู้ซื้อคอนโด/บ้านในกรุงเทพหรือต่างจังหวัด
  • คนที่มีเงินดาวน์พร้อมจ่าย แต่อยากรู้ว่าเงินก้อนนี้ถ้าเอาไปลงทุนรูปแบบอื่นจะได้ผลตอบแทนเท่าไหร่
  • คนที่ย้ายงานบ่อย และไม่แน่ใจว่าจะอยู่ที่เดิมนานแค่ไหน เพราะระยะเวลาถือเป็นตัวแปรสำคัญที่สุด
  • คนที่เช่าอยู่แล้ว และอยากรู้ว่าอีกกี่ปีถึงจะคุ้มที่จะซื้อ
  • ครอบครัวที่กำลังวางแผน ว่าจะซื้อบ้านหลังแรกหรือซื้อบ้านหลังที่สอง

วิธีใช้เครื่องมือเช่าหรือซื้อบ้าน 6 ขั้นตอน

1. กรอกราคาอสังหาริมทรัพย์และค่าเช่า

ใส่ราคาซื้อขายของบ้านหรือคอนโดเป้าหมาย และค่าเช่าต่อเดือนของทำเลที่คล้ายกัน ถ้ายังไม่รู้ราคาเป้าหมาย ใช้ปุ่มด่วนได้เลย เช่น คอนโดกรุงเทพ 55 ตร.ม. ราคา 6,000,000 บาท / เช่า 25,000 บาท หรือบ้านเดี่ยวชานเมือง 4,500,000 บาท / เช่า 18,000 บาท

2. เลือกระยะเวลาที่วางแผนจะอยู่

ค่าเริ่มต้น 15 ปี เป็นค่ากลางที่ใช้กันแพร่หลาย ถ้าคิดว่าย้ายบ่อยใส่ 5-7 ปี ถ้าวางแผนอยู่ยาวใส่ 20-30 ปี ตัวเลขนี้จะเปลี่ยนผลลัพธ์ทั้งหมด

3. ตั้งเงินดาวน์และเงื่อนไขสินเชื่อ

เงินดาวน์ปกติ 10-30% ของราคาบ้าน อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านไทยปัจจุบันอยู่ที่ 4.5-6.5% ต่อปี ระยะเวลากู้ 25-30 ปี ปรับให้ตรงกับใบเสนอราคาสินเชื่อจริงจากธนาคาร

4. ปรับสมมติฐานราคาบ้านและค่าเช่า

ราคาอสังหาริมทรัพย์ในไทยช่วง 2025-2026 ขึ้นช้า 0.5-2% ต่อปี ค่าเช่าขึ้นเร็วกว่าที่ 2-5% ต่อปี ค่าดูแลรักษาประมาณ 1-2% ของราคาบ้านต่อปี ค่าธรรมเนียมซื้อขายรวม 5-8% ของราคา

5. ตั้งผลตอบแทนทางเลือกของเงินดาวน์

ถ้าไม่ซื้อบ้าน เงินดาวน์จะถูกนำไปลงทุนอะไร กองทุนดัชนีไทยให้ผลตอบแทน 5-7% ต่อปีในระยะยาว เงินฝากประจำให้ 1-2.5% เลือกค่าที่สมจริงที่สุด

6. กดคำนวณ แล้วเทียบ 2 คอลัมน์

ผลลัพธ์จะแสดงค่าเช่ารวมเทียบกับต้นทุนซื้อสุทธิ (รวมดอกเบี้ย ค่าดูแล ค่าธรรมเนียม หักมูลค่าบ้านในอนาคต) ตัวที่ถูกกว่าชนะ พร้อมบอกจุดคุ้มทุนว่ากี่ปี

ตัวอย่างการคำนวณจริง คอนโดกรุงเทพ

สมมติฐาน: คอนโดราคา 5,500,000 บาท เช่า 20,000 บาท/เดือน วางแผนอยู่ 15 ปี ดาวน์ 20% (1,100,000 บาท) ดอกเบี้ย 5% กู้ 30 ปี ราคาบ้านขึ้น 1%/ปี ค่าเช่าขึ้น 3%/ปี ค่าดูแล 1%/ปี ผลตอบแทนทางเลือก 5%/ปี ค่าธรรมเนียมซื้อ 2% ขาย 5%

ฝั่งเช่า

  • ค่าเช่ารวม 15 ปี ประมาณ 3,700,000 บาท (เริ่ม 240,000 ปีแรก ขึ้นเป็น ~360,000 ปีสุดท้าย)
  • จ่ายแล้วจบ ไม่มีภาระค่าดูแล ไม่มีค่าธรรมเนียม

ฝั่งซื้อ

  • เงินดาวน์: 1,100,000 บาท
  • ดอกเบี้ยรวม 30 ปี: ประมาณ 2,300,000 บาท
  • ค่าดูแลรักษารวม 15 ปี: ~830,000 บาท
  • ค่าธรรมเนียมซื้อ+ขาย: ~385,000 บาท
  • ต้นทุนโอกาสของเงินดาวน์ (ลงทุน 5%/ปี): ~1,150,000 บาท
  • มูลค่าบ้านในอาคต 15 ปี (ขึ้น 1%/ปี): ~6,400,000 บาท
  • ต้นทุนซื้อสุทธิ ≈ 3,500,000 บาท

ตัวเลขนี้ผูกซื้อชนะเล็กน้อย (~200,000 บาท ใน 15 ปี) เพราะมูลค่าบ้านที่ขึ้นชดเชยดอกเบี้ยได้พอดี ถ้าปรับราคาบ้านขึ้นเป็น 0% ผลจะพลิก ฝั่งเช่าชนะทันที

สูตรคำนวณที่เครื่องมือใช้

ค่าเช่ารวม

ค่าเช่าปีที่ n = ค่าเช่าปีก่อน × (1 + อัตราค่าเช่าขึ้น) แล้วรวมทุกปี ค่าเช่าจะเร่งตัวขึ้นเรื่อย ๆ ตามอัตราเงินเฟ้อในตลาดเช่า

ผ่อนบ้านต่อเดือน (PMT)

ใช้สูตร PMT = เงินกู้ × (r/12) × (1+r/12)ดาวน์ ปี × 12 ÷ ((1+r/12)ดาวน์ ปี × 12 - 1) โดย r คืออัตราดอกเบี้ยต่อปี สูตรนี้เหมือนกับที่ธนาคารไทยใช้คำนวณค่างวด

ต้นทุนโอกาสของเงินดาวน์

เงินดาวน์ที่จ่ายไปในปีที่ 0 ถ้านำไปลงทุนรูปแบบอื่นจะเติบโตเป็น เงินดาวน์ × (1+ผลตอบแทน)n ผลต่างระหว่างมูลค่าอนาคตกับเงินดาวน์คือต้นทุนโอกาสที่เสียไปจากการเลือกซื้อบ้าน

มูลค่าบ้านในอนาคต

ราคาบ้าน × (1 + อัตราราคาขึ้น)n ในไทยราคาบ้านขึ้นช้า คอนโดบางทำเลอาจลง แต่บ้านเดี่ยวชานเมืองมักขึ้นสม่ำเสมอ

ต้นทุนซื้อสุทธิ

เงินดาวน์ + ดอกเบี้ยรวม + ค่าดูแลรวม + ค่าธรรมเนียมซื้อ+ขาย + ต้นทุนโอกาส - ราคาขายบ้านในอนาคต

สมมติฐานและข้อจำกัดที่ควรรู้

  • ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง: บ้านหลักที่อยู่อาศัยได้รับยกเว้น 50 ล้านบาทแรก แต่บ้านหลังที่สอง/คอนโดให้เช่าเสียตามขั้นบันได 0.02-0.1%
  • ค่าธรรมเนียมจดจำนอง: ปัจจุบันลดเหลือ 0.01% (เมษายน 2568 - มิถุนายน 2569) สำหรับที่อยู่อาศัย ≤10 ล้านบาท ปกติ 1%
  • ค่าโอน: 2% ของราคาประเมิน แบ่งผู้ซื้อ/ผู้ขายคนละครึ่ง ถ้าซื้อขายภายใน 5 ปี มีภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% เพิ่ม
  • ค่าส่วนกลางคอนโด: 40-80 บาท/ตร.ม./เดือน หรือประมาณ 1,500-5,000 บาท/เดือน สำหรับคอนโดขนาดกลาง ไม่รวมในค่าเช่า ไม่รวมในค่าดูแลรักษาด้วย
  • LTV กู้ 100%: บ้านหลังแรก ≤10 ล้านบาท ธนาคารปล่อยกู้ 100% ได้ (มาตรการกระตุ้นอสังหา)

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ดูแค่ค่าผ่อนรายเดือน: ค่าผ่อน 25,000 บาท/เดือน ดูเหมือนเท่ากับค่าเช่า แต่ลืมค่าดูแล ค่าส่วนกลาง ภาษี ประกัน ซึ่งจริง ๆ รวมอีก 8,000-15,000 บาท/เดือน
  • คิดว่าราคาบ้านจะขึ้นเสมอ: คอนโดบางทำเลในกรุงเทพราคาตก 10-20% ในช่วง 2562-2565 ต้องดูทำเลจริง
  • ลืมค่าธรรมเนียมซื้อขาย: บ้าน 5 ล้าน ค่าธรรมเนียมซื้อ+ขายรวม 350,000 บาท คิดเป็น 7% กินดอกเบี้ยปีแรกอีก
  • ลืมต้นทุนโอกาส: เงินดาวน์ 1.5 ล้าน ถ้าลงทุนกองทุนดัชนี 6%/ปี ใน 20 ปีจะเป็น 4.8 ล้าน การซื้อบ้านทำให้เสียโอกาสนี้
  • คิดว่าเช่าคือ "ไม่มีบ้าน": ตามหลักบัญชี บ้านที่อยู่อาศัยไม่ใช่สินทรัพย์สร้างรายได้ แต่เป็นค่าใช้จ่าย เช่าหรือซื้อคือเลือกรูปแบบค่าใช้จ่าย ไม่ใช่เลือกระหว่าง "มี" กับ "ไม่มี"

เคล็ดลับเพิ่มเติม

ใช้เครื่องมือนี้เทียบหลายทำเล

ลองคำนวณทำเลเดียวกัน 2-3 แบบ ปรับแค่ราคาซื้อและค่าเช่า จะเห็นชัดว่าทำเลไหนคุ้มกว่า บางทีคอนโดใจกลางเมืองแพงทั้งซื้อทั้งเช่า ในขณะที่ชานเมืองอาจคุ้มกว่ามาก

ปรับสมมติฐานตามช่วงอายุ

อายุ 25-35 ปี ระยะเวลาอยู่มักสั้น (3-7 ปี) เน้นเช่า อายุ 35-50 ปี มีครอบครัวแล้ว เน้นความมั่นคง อายุ 50+ ปี เน้นลดภาระและอยู่ใกล้ลูกหลาน

ใช้ค่าธรรมเนียมจดจำนอง 0.01%

มาตรการลดค่าจดจำนองเหลือ 0.01% ใช้ได้ถึงมิถุนายน 2569 ถ้าเจรจาซื้อในช่วงนี้ควรคำนวณโดยใช้ค่าธรรมเนียมตัวนี้เพื่อเห็นภาพที่แท้จริง

เปรียบเทียบกับเงินลงทุนแบบ passive

เป้าหมายเงินดาวน์ 1.5 ล้านบาท ลองคำนวณเงินออมเดือนละ 15,000 บาท ผลตอบแทน 6%/ปี ดูว่ากี่ปีถึงจะมีเงินดาวน์พร้อม

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

  • เช่าหรือซื้อบ้านในกรุงเทพ อันไหนดีกว่ากัน? ขึ้นกับระยะเวลาที่จะอยู่ ถ้าอยู่นานกว่า 10 ปี และราคาทำเลมีแนวโน้มขึ้น ซื้อมักคุ้มกว่า ถ้าอยู่ไม่ถึง 5 ปี เช่ามักประหยัดกว่า เพราะค่าธรรมเนียมซื้อขายรวม 5-8% จะกลบกำไรจากมูลค่าบ้านที่ขึ้น
  • ค่าโอนบ้านในไทยเท่าไหร่? ค่าโอน 2% ของราคาประเมิน (หรือราคาซื้อขายที่สูงกว่า) แบ่งผู้ซื้อ/ผู้ขายคนละครึ่ง ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ถ้าขายก่อน 5 ปี อากรแสตมป์ 0.5% ถ้าถือเกิน 5 ปี หักภาษี ณ ที่จ่าย 1%
  • ควรมีเงินดาวน์เท่าไหร่? ปัจจุบันกู้ได้ 100% สำหรับบ้านหลังแรก ≤10 ล้านบาท แต่แนะนำดาวน์อย่างน้อย 10-20% เพราะดาวน์มาก = ดอกเบี้ยรวมน้อย และมีเงินสำรองเหลือฉุกเฉิน
  • ผ่อนบ้าน 30 ปี ดอกเบี้ยรวมจะเป็นเท่าไหร่? บ้าน 4 ล้านบาท ดาวน์ 20% กู้ 3.2 ล้าน ดอก 5%/ปี ผ่อน 30 ปี ดอกเบี้ยรวมประมาณ 3.1 ล้านบาท เกือบเท่าเงินต้น
  • ค่าเช่าจะเพิ่มขึ้นทุกปีไหม? สัญญาเช่าส่วนใหญ่ 1 ปี ต่อสัญญาใหม่เจ้าของมักปรับขึ้น 3-10% ในกรุงเทพเฉลี่ย 3-5%/ปี ต่างจังหวัด 2-3%/ปี ถ้าอยู่ 15 ปี ค่าเช่าปีสุดท้ายจะแพงกว่าปีแรก 50-110%
  • ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเสียเท่าไหร่? บ้านหลักที่อยู่อาศัยของตัวเองยกเว้น 50 ล้านบาทแรก (ไม่เสียภาษี) บ้านหลังที่สองหรือให้เช่า เสียตามขั้นบันได 0.02-0.1% ของราคาประเมิน
  • เช่าคอนโดระยะยาวคุ้มกว่าซื้อไหม? คอนโดในกรุงเทพแพง แต่ถ้าราคาไม่ขึ้นหรือลง ค่าเช่าสะสมใน 20 ปีอาจเท่ากับค่าซื้อ แต่เช่าไม่มีค่าดูแล ไม่มีค่าธรรมเนียมขาย ไม่มีความเสี่ยงราคาตก ส่วนใหญ่เช่าจะชนะเล็กน้อยในระยะยาว
  • ผลตอบแทนทางเลือกควรใส่เท่าไหร่? กองทุนดัชนี SET ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 6-7%/ปีในระยะ 20 ปี แต่ความผันผวนสูง ถ้าอยากปลอดภัยใช้ 4-5%/ปี ถ้าอยากท้าทายใช้ 6-7%/ปี ตัวเลขนี้จะกลับด้านกับราคาบ้าน ถ้าบ้านขึ้น 2% แต่ลงทุนได้ 6% ฝั่งเช่าชนะ

ลองใช้เครื่องมือคำนวณเช่าหรือซื้อบ้านของ Savcurv ได้ทันที ปรับตัวเลขตามสถานการณ์จริงของคุณ เปลี่ยนสมมติฐาน เทียบหลายทำเล แล้วตัดสินใจจากตัวเลข ไม่ใช่จากอารมณ์ คำนวณได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งครับ

โฆษณา

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ "นโยบายความเป็นส่วนตัว" และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ "จัดการคุ๊กกี้"

ข้อมูลที่ได้และใช้ประมวลผลจากการใช้คุกกี้นั้น ไม่มีการระบุชื่อ หรือบ่งบอกความเป็นตัวตนของท่านได้ อีกทั้งไม่มีการเก็บข้อมูลจำเพาะบุคคลเช่น ชื่อ อีเมล เป็นต้น และใช้เป็นข้อมูลทางสถิติเท่านั้น